เริงรื่นไปกับ The Japanese Music Night Concert
posted on 22 Nov 2009 13:33 by cmclassical in Entry
ค่ำคืนวันที่ 21 พฤศจิกายน 2552 ณ กาดเธียร์เตอร์ ศูนย์การค้าเซนทรัลกาดสวนแก้ว การแสดงดนตรีภายใต้กิจกรรมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมดนตรีลุ่มน้ำโขงและประเทศญี่ปุ่น และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมล้านนา-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 5 โดยมหาวิทยาลัยพายัพ วิทยาลัยดุริยศิลป์ มูลนิธิญี่ปุ่น กรุงเทพฯ และสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น เชียงใหม่ และผู้สนับสนุนอื่นๆ อีกมาก ซึ่งผมก็ไม่พลาด ได้มีโอกาสไปชม ในการแสดงมีลำดับและรายการดังต่อไปนี้
Kobiki-Uta for Symphonic Band By Kiyoshige Koyama
Chiangmai Philharmonic Band Chaipruck Mekara : Conductor
Sakura fantasia By Kozaburo Hirai
Jonkara By Motohiko Adachi Arr. Atsuka Seta
Atsuka Seta : Piano
INTERMISSION
Piano Concerto in A minor, Op. 16 By Edvard Grieg
Allegro molto moderato
Adagio
Allegro moderato molto e marcato
Chiangmai Symphony Orchestra Atsuka Seta : Piano Chaipruck Mekara : Conductor
ความประทับใจแรกที่จะอดกล่าวถึงไม่ได้ก็คือเพลงสรรเสริญพระบารมี ครานี้บรรเลงโดย Solo Tuba เครื่องดนตรีเสียงทุ้มใหญ่ ไพเราะ สร้างความประทับใจแรกพบได้ดีมาก ซึ่งเป็นการชักจูงผู้ชมไปสู่ความตั้งใจในการชมการแสดงถัดไปได้เป็นอย่างดี ในการแสดงช่วงแรกนั้น เป็นเพลงที่ประพันธ์โดยนักประพันธ์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งน่าเสียดายเล็กน้อยที่สูจิบัตรมิได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับบทเพลงไว้เลย เพลงแรกจากการฟังน่าจะพอแบ่งได้เป็นสามท่อน สามอารมณ์ ซึ่งบรรเลงโดยวง Chiangmai Philharmonic Band ช่วงแรกเป็นทำนองเดี่ยวเครื่องเป่าชนิดต่างๆ สลับกับทำนองรับเป็นช่วงๆ ในจังหวะที่แปลกใหม่จากแบบฉบับเพลงคลาสสิคดั้งเดิม สร้างความประหลาดใจพร้อมกับรับรู้ถึงความเพราะของท่วงทำนองเป็นอย่างมาก ในท่อนที่สองการบรรเลงเป็นไปในจังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็ว และมีความดังเบาสร้างสีสันให้กับเพลง และท่อนสุดท้ายก็ดำเนินไปด้วยความคึกคักของเสียงเครื่องตี เช่นกลอง และเครื่องเป่าต่างๆ จนจบเพลง เพลงนี้เป็นการผสมผสานความเป็นตะวันตกและตะวันออกไว้ได้อย่างลงตัว แต่นี่ก็เป็นเพียงความคิดเห็นจากการฟัง ซึ่งผมไม่อาจหาข้อมูลเท็จจริงทางทฤษฎี หรือความเป็นไปเป็นมาของเพลงมากล่าวอธิบายได้ในขณะนี้ครับ
อีกสองเพลงถัดมา เป็นการบรรเลงเปียโนโดย Atsuko Seta นักเปียโนสาวชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีผลงานการแสดงมากมาย ผ่านมาหลากลายเวที และยังได้รับรางวัลต่างๆ จนเป็นที่ยอมรับทั้งในยุโรป และอเมริกา เพลงเดี่ยวเปียโนในลำดับที่สองนั้นเป็นเพลงที่ไพเราะมาก มีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นแอบแฝงอยู่ ทำให้นึกถึงดอกไม้บานอยู่ในชายป่าเชิงเขา ท่ามกลางอากาศเย็นๆ เหมาะกับฤดูหนาวที่เริ่มมาเยือนในเชียงใหม่นี้พอดิบพอดี (จริงๆ พิธีกรได้อธิบายบทเพลงคร่าวๆ ไว้ แต่ว่าผมจดบันทึกไม่ทัน และก็ลืมไปเสียหมดหลังจากฟังเพลงไปแล้ว เพราะความไพเราะได้เข้ามาแทนที่ความจำส่วนนั้นไปเสียหมด) ถัดมาก่อนการบรรเลงเพลงที่สามนั้น มีการฉายวีดิทัศน์การบรรเลงเดี่ยวเครื่องดนตรีญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเครื่องดีดชนิดหนึ่ง ผมก็จำชื่อเรียกไม่ได้ เพลงไพเราะมากเลยทีเดียว
จากนั้นก็เป็นการบรรเลงเปียโนต่อในเพลงที่สาม ซึ่งเพลงนี้ได้ให้ความรู้สึกเป็นการดีดเปียโน คือเปรียบเหมือนเอาเปียโนมาเล่นแทนเครื่องดนตรีที่ใช้การดีดสาย เพลงเริ่มต้นด้วยอารมณ์รุ่มร้อน และเข้าสู่ช่วงทำนองที่สบายๆ และเปลี่ยนแปรกลับมาสู่ความเกรี้ยวกราดอีกครั้ง การบรรเลงที่ดังสนั่นเวที ทั้งยังมีเทคนิคการบรรเลงที่ใช้ทั้งแขนกดลงบนลิ่มคีย์ เพื่อสร้างเสียงและถ่ายทอดอารมณ์อันดุดันส่งท้ายบทเพลง นับว่าเป็นการบรรเลงอย่างมีชั้นเชิงและสื่อสารกับผู้ฟังทำให้เข้าถึงบทเพลงได้อย่างลึกซึ้ง
หลังจากพักครึ่ง ก็กลับมาสู่บทเพลงฟอร์มใหญ่ที่ผมรอคอย คือ Piano Concerto in A minor ผลงานลำดับที่ 16 ประพันธ์โดย Edvard Grieg คีตกวีชาวนอรเวย์ มีอายุในช่วงปี ค.ศ. 1843 – 1907 ซึ่งผมกล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่าประทับใจมากๆ การแสดงได้สร้างความตื่นตาตื่นใจกับผม เพราะการบรรเลงเพลงประเภท Piano Concerto ในเชียงใหม่นั้น ผมแทบจะนับครั้งได้เลยทีเดียวครับ ยิ่งการแสดงในค่ำคืนนี้ โดยเฉพาะเสียงของเปียโน Fazioli หลังใหญ่ ก่อนการแสดง Atsuka ได้กล่าวถึงเปียโนนี้เล็กน้อย ซึ่งผมพอสรุปความได้ว่า เป็นเปียโนขนาด 12 ฟุต สร้างในประเทศอิตาลี ขนาดนี้และรุ่นนี้ มีไม่กี่หลังในโลก ซึ่งเดิมเปียโนหลังนี้นอนหลับอย่างเงียบสงบในโรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว แต่ว่าโชคดีได้ถูกนำมาซ่อมแซมและตั้งเสียงใหม่เพื่อใช้ในการแสดงคอนเสริตนี้ (โดยคุณสุรชัย เก่งการค้า - ถ้าจำไม่ผิดจากพิธีกร) ซึ่งการบรรเลงเปียโนในครั้งนี้ไม่มีการติดตั้งไมค์ ซึ่งเป็นการใช้เสียงโดยธรรมชาติของเปียโน นี่หล่ะครับ คือความไพเราะทั้งหมดสิ้นของเปียโนในโลกใบนี้ การได้ยินเสียงที่เป็นธรรมชาติ ไร้การปรุงแต่งหรือขยายผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ แม้ว่าเสียงอาจจะเบาไปบ้าง และเธอกล่าวต่อว่าการบรรเลงอาจไม่รื่นไหล เพราะอายุอานามและสภาพของเปียโนหลังนี้ ซึ่งเธอก็ขอให้เราได้ตั้งใจฟังอย่างแท้จริง ซึ่งก็ไม่ผิดหวังครับ การบรรเลงนั้นออกมาดีมากๆ จังหวะเข้ากันกับวงออเคสตราได้พอดี แม้ว่าบางช่วงอาจจะมีตกๆ หล่นๆ หรือวงออเคสตราผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่จากท่าทางและการแสดงออกก็ถือได้ว่าตั้งใจบรรเลงกันอย่างสุดฝีมือ ผ่านไปหนึ่งท่อนแรก ก็ยังมีผู้ฟังประทับใจจนปรบมือให้ (แม้ว่าโดยธรรมเนียมจะไม่มีการปรบมือระหว่างท่อนของบทเพลง) และท่อนที่สองและสามก็บรรเลงได้อย่างดีเยี่ยม ผมไม่อาจกล่าวอธิบายอะไรได้อีกแล้ว นอกจากบอกว่าบทเพลงนั้นไพเราะมาก และการบรรเลงในค่ำคืนนี้ก็เยี่ยมสุดๆ หลังจบลงด้วยเสียงโน้ตสุดท้าย เสียงปรบมือดังกึกก้องทั้งห้องการแสดง แม้ว่าไม่มีอังกอร์แถมให้ นักเปียโนก็ยังต้องออกมารับเสียงปรบมืออีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะลาจากกันด้วยการมอบช่อดอกไม้ และคำขอบคุณทุกฝ่ายที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดการแสดง และผู้ฟังจากพิธีกร
แม้ว่าการแสดงจะใช้เวลาไม่นานนัก แต่ก็คุ้มกับค่าบัตรที่เสียไป วง CPO ทั้งในส่วนของ CSO และ CPB (Chiangmai Philhamonic Band) ก็บรรเลงได้ดีเยี่ยม แม้ว่าจำนวนผู้เล่นจะไม่มากนัก แต่ก็แสดงพลังและอารมณ์ดนตรีได้ดีมาก ครั้งต่อๆ ไป ก็คาดหวังว่าจะพัฒนาฝีมือและสามารถบรรเลงได้ดีขึ้น ต่อๆ ไป สุดท้ายนี้ก็ต้องบ่นอุบอิบว่าเสียงกระหึ่มของโรงภาพยนตร์ที่อยู่ชั้นเยื้องๆ กับด้านหลังห้องการแสดงนั้น ดังแทรกเข้ามาในห้องการแสดงได้ หลายคนอาจไม่ได้ยิน หรือไม่ได้สังเกต แต่ผมว่ามันรบกวนการฟังดนตรีมากทีเดียว และผมได้ยินเสียงเหมือนมาจากลำโพงเป็นเสียงรบกวนเล็กๆ ถ้าไม่สังเกตก็อาจไม่ได้ยิน ซึ่งก็หวังว่าการแสดงครั้งต่อๆ ไป ทางกาดเธียร์เตอร์ก็จะได้ปรับปรุงตรงจุดนี้อีกด้วยนะครับ