Entry



    ค่ำคืนวันที่ 21 พฤศจิกายน 2552 ณ กาดเธียร์เตอร์ ศูนย์การค้าเซนทรัลกาดสวนแก้ว การแสดงดนตรีภายใต้กิจกรรมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมดนตรีลุ่มน้ำโขงและประเทศญี่ปุ่น และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมล้านนา-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 5 โดยมหาวิทยาลัยพายัพ วิทยาลัยดุริยศิลป์ มูลนิธิญี่ปุ่น กรุงเทพฯ และสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น เชียงใหม่ และผู้สนับสนุนอื่นๆ อีกมาก ซึ่งผมก็ไม่พลาด ได้มีโอกาสไปชม ในการแสดงมีลำดับและรายการดังต่อไปนี้

Kobiki-Uta for Symphonic Band           By Kiyoshige Koyama
Chiangmai Philharmonic Band     Chaipruck Mekara : Conductor
Sakura fantasia          By Kozaburo Hirai
Jonkara        By Motohiko Adachi      Arr. Atsuka Seta
Atsuka Seta : Piano
INTERMISSION
Piano Concerto in A minor, Op. 16          By Edvard Grieg
        Allegro molto moderato
        Adagio
        Allegro moderato molto e marcato
Chiangmai Symphony Orchestra          Atsuka Seta : Piano    Chaipruck Mekara : Conductor

    ความประทับใจแรกที่จะอดกล่าวถึงไม่ได้ก็คือเพลงสรรเสริญพระบารมี ครานี้บรรเลงโดย Solo Tuba เครื่องดนตรีเสียงทุ้มใหญ่ ไพเราะ สร้างความประทับใจแรกพบได้ดีมาก ซึ่งเป็นการชักจูงผู้ชมไปสู่ความตั้งใจในการชมการแสดงถัดไปได้เป็นอย่างดี ในการแสดงช่วงแรกนั้น เป็นเพลงที่ประพันธ์โดยนักประพันธ์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งน่าเสียดายเล็กน้อยที่สูจิบัตรมิได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับบทเพลงไว้เลย เพลงแรกจากการฟังน่าจะพอแบ่งได้เป็นสามท่อน สามอารมณ์ ซึ่งบรรเลงโดยวง Chiangmai Philharmonic Band ช่วงแรกเป็นทำนองเดี่ยวเครื่องเป่าชนิดต่างๆ สลับกับทำนองรับเป็นช่วงๆ ในจังหวะที่แปลกใหม่จากแบบฉบับเพลงคลาสสิคดั้งเดิม สร้างความประหลาดใจพร้อมกับรับรู้ถึงความเพราะของท่วงทำนองเป็นอย่างมาก ในท่อนที่สองการบรรเลงเป็นไปในจังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็ว และมีความดังเบาสร้างสีสันให้กับเพลง และท่อนสุดท้ายก็ดำเนินไปด้วยความคึกคักของเสียงเครื่องตี เช่นกลอง และเครื่องเป่าต่างๆ จนจบเพลง เพลงนี้เป็นการผสมผสานความเป็นตะวันตกและตะวันออกไว้ได้อย่างลงตัว แต่นี่ก็เป็นเพียงความคิดเห็นจากการฟัง ซึ่งผมไม่อาจหาข้อมูลเท็จจริงทางทฤษฎี หรือความเป็นไปเป็นมาของเพลงมากล่าวอธิบายได้ในขณะนี้ครับ


     อีกสองเพลงถัดมา เป็นการบรรเลงเปียโนโดย Atsuko Seta นักเปียโนสาวชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีผลงานการแสดงมากมาย ผ่านมาหลากลายเวที และยังได้รับรางวัลต่างๆ จนเป็นที่ยอมรับทั้งในยุโรป และอเมริกา เพลงเดี่ยวเปียโนในลำดับที่สองนั้นเป็นเพลงที่ไพเราะมาก มีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นแอบแฝงอยู่ ทำให้นึกถึงดอกไม้บานอยู่ในชายป่าเชิงเขา ท่ามกลางอากาศเย็นๆ เหมาะกับฤดูหนาวที่เริ่มมาเยือนในเชียงใหม่นี้พอดิบพอดี (จริงๆ พิธีกรได้อธิบายบทเพลงคร่าวๆ ไว้ แต่ว่าผมจดบันทึกไม่ทัน และก็ลืมไปเสียหมดหลังจากฟังเพลงไปแล้ว เพราะความไพเราะได้เข้ามาแทนที่ความจำส่วนนั้นไปเสียหมด) ถัดมาก่อนการบรรเลงเพลงที่สามนั้น มีการฉายวีดิทัศน์การบรรเลงเดี่ยวเครื่องดนตรีญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเครื่องดีดชนิดหนึ่ง ผมก็จำชื่อเรียกไม่ได้ เพลงไพเราะมากเลยทีเดียว


     จากนั้นก็เป็นการบรรเลงเปียโนต่อในเพลงที่สาม ซึ่งเพลงนี้ได้ให้ความรู้สึกเป็นการดีดเปียโน คือเปรียบเหมือนเอาเปียโนมาเล่นแทนเครื่องดนตรีที่ใช้การดีดสาย เพลงเริ่มต้นด้วยอารมณ์รุ่มร้อน และเข้าสู่ช่วงทำนองที่สบายๆ และเปลี่ยนแปรกลับมาสู่ความเกรี้ยวกราดอีกครั้ง การบรรเลงที่ดังสนั่นเวที ทั้งยังมีเทคนิคการบรรเลงที่ใช้ทั้งแขนกดลงบนลิ่มคีย์ เพื่อสร้างเสียงและถ่ายทอดอารมณ์อันดุดันส่งท้ายบทเพลง นับว่าเป็นการบรรเลงอย่างมีชั้นเชิงและสื่อสารกับผู้ฟังทำให้เข้าถึงบทเพลงได้อย่างลึกซึ้ง


     หลังจากพักครึ่ง ก็กลับมาสู่บทเพลงฟอร์มใหญ่ที่ผมรอคอย คือ Piano Concerto in A minor ผลงานลำดับที่ 16  ประพันธ์โดย Edvard Grieg คีตกวีชาวนอรเวย์ มีอายุในช่วงปี ค.ศ. 1843 – 1907 ซึ่งผมกล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่าประทับใจมากๆ การแสดงได้สร้างความตื่นตาตื่นใจกับผม เพราะการบรรเลงเพลงประเภท Piano Concerto ในเชียงใหม่นั้น ผมแทบจะนับครั้งได้เลยทีเดียวครับ ยิ่งการแสดงในค่ำคืนนี้ โดยเฉพาะเสียงของเปียโน Fazioli หลังใหญ่ ก่อนการแสดง Atsuka ได้กล่าวถึงเปียโนนี้เล็กน้อย ซึ่งผมพอสรุปความได้ว่า เป็นเปียโนขนาด 12 ฟุต สร้างในประเทศอิตาลี ขนาดนี้และรุ่นนี้ มีไม่กี่หลังในโลก ซึ่งเดิมเปียโนหลังนี้นอนหลับอย่างเงียบสงบในโรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว แต่ว่าโชคดีได้ถูกนำมาซ่อมแซมและตั้งเสียงใหม่เพื่อใช้ในการแสดงคอนเสริตนี้ (โดยคุณสุรชัย เก่งการค้า - ถ้าจำไม่ผิดจากพิธีกร) ซึ่งการบรรเลงเปียโนในครั้งนี้ไม่มีการติดตั้งไมค์ ซึ่งเป็นการใช้เสียงโดยธรรมชาติของเปียโน นี่หล่ะครับ คือความไพเราะทั้งหมดสิ้นของเปียโนในโลกใบนี้ การได้ยินเสียงที่เป็นธรรมชาติ ไร้การปรุงแต่งหรือขยายผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ แม้ว่าเสียงอาจจะเบาไปบ้าง และเธอกล่าวต่อว่าการบรรเลงอาจไม่รื่นไหล เพราะอายุอานามและสภาพของเปียโนหลังนี้ ซึ่งเธอก็ขอให้เราได้ตั้งใจฟังอย่างแท้จริง ซึ่งก็ไม่ผิดหวังครับ การบรรเลงนั้นออกมาดีมากๆ จังหวะเข้ากันกับวงออเคสตราได้พอดี แม้ว่าบางช่วงอาจจะมีตกๆ หล่นๆ หรือวงออเคสตราผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่จากท่าทางและการแสดงออกก็ถือได้ว่าตั้งใจบรรเลงกันอย่างสุดฝีมือ ผ่านไปหนึ่งท่อนแรก ก็ยังมีผู้ฟังประทับใจจนปรบมือให้ (แม้ว่าโดยธรรมเนียมจะไม่มีการปรบมือระหว่างท่อนของบทเพลง) และท่อนที่สองและสามก็บรรเลงได้อย่างดีเยี่ยม ผมไม่อาจกล่าวอธิบายอะไรได้อีกแล้ว นอกจากบอกว่าบทเพลงนั้นไพเราะมาก และการบรรเลงในค่ำคืนนี้ก็เยี่ยมสุดๆ หลังจบลงด้วยเสียงโน้ตสุดท้าย เสียงปรบมือดังกึกก้องทั้งห้องการแสดง แม้ว่าไม่มีอังกอร์แถมให้ นักเปียโนก็ยังต้องออกมารับเสียงปรบมืออีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะลาจากกันด้วยการมอบช่อดอกไม้ และคำขอบคุณทุกฝ่ายที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดการแสดง และผู้ฟังจากพิธีกร

     แม้ว่าการแสดงจะใช้เวลาไม่นานนัก แต่ก็คุ้มกับค่าบัตรที่เสียไป วง CPO ทั้งในส่วนของ CSO และ CPB (Chiangmai Philhamonic Band) ก็บรรเลงได้ดีเยี่ยม แม้ว่าจำนวนผู้เล่นจะไม่มากนัก แต่ก็แสดงพลังและอารมณ์ดนตรีได้ดีมาก ครั้งต่อๆ ไป ก็คาดหวังว่าจะพัฒนาฝีมือและสามารถบรรเลงได้ดีขึ้น ต่อๆ ไป สุดท้ายนี้ก็ต้องบ่นอุบอิบว่าเสียงกระหึ่มของโรงภาพยนตร์ที่อยู่ชั้นเยื้องๆ กับด้านหลังห้องการแสดงนั้น ดังแทรกเข้ามาในห้องการแสดงได้ หลายคนอาจไม่ได้ยิน หรือไม่ได้สังเกต แต่ผมว่ามันรบกวนการฟังดนตรีมากทีเดียว และผมได้ยินเสียงเหมือนมาจากลำโพงเป็นเสียงรบกวนเล็กๆ ถ้าไม่สังเกตก็อาจไม่ได้ยิน ซึ่งก็หวังว่าการแสดงครั้งต่อๆ ไป ทางกาดเธียร์เตอร์ก็จะได้ปรับปรุงตรงจุดนี้อีกด้วยนะครับ

            ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งคอนเสริตที่ไม่น่าพลาด Chiangmai Symphony Orchestra ในคืนวันที่ 11 กรกฎาคม 2552 และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ ใครพลาดก็ต้องบอกว่าเสียดายมากๆ ครับ สำหรับการแสดงในค่ำคืนนั้นมีรายการดังนี้ครับ

“Coriolan” Overture Op.62 – Ludwig Van Beethoven

Harp Concerto in Bb Major – Mov. 1 Andante allegro – George Frederic Handel
Harp Soloist: Patsharasakorn Po

Piano Concerto No.2 in C minor Op. 18 – Mov. 1 Moderato – Sergei Rachmaninoff
Piano Soloist: Achira Assawadecharit

INTREMISSION

Farandole from L’Arlesienne Suite No. 2 – Georges Bizet

แขกมอญบางขุนพรหม Arr. ดนู ฮันตระกูล

เขมรไทรโยค Arr. ดนู ฮันตระกูล

ต้นวรเชษฐ์ Arr. ดนู ฮันตระกูล

Symphony No. 40 in G minor – Mov. 1 Allegro – Wolfgange Amadeus Mozart  Arr. By Merle J.Isaac

Conductor : Saman Kajaikham

ภาพรวมของการแสดงดูดีมากครับ เพราะได้ไปจัดกันถึงกาดเธียเตอร์ ศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว เปิดฉากด้วยการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีโดยวง CSO นั้นน่าประทับใจมากครับ การเรียบเรียงเสียงนั้นไพเราะมากเลยทีเดียว สำหรับรายการแรก “Coriolan” Overture ซึ่งเป็นเพลงประโหมโรงในอุปรากรโศกนาฏกรรม (เนื้อเรื่องมีอยู่ว่ากษัตริย์ปกครองเมืองไม่ได้ดูแลทุกข์สุขของประชาชน จึงถูกขับออกจากเมืองไป ตะแกก็โกรธแค้น จะกลับมาแก้แค้นเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของตนเอง แต่ก็ไม่สำเร็จเนื่องด้วยผ่ายแพ้ต่อการร้องขอของหญิงผู้เป็นมารดาและภรรยา เรื่องจบลงเมื่อเขายอมเลิกราการล้างแค้นด้วยการฆ่าตัวตายอย่างเศร้าสลด) การบรรเลงถือได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีครับ แต่ทว่าอารมณ์ และความเข้มข้นของน้ำเสียงดนตรีนั้น ยังไม่เป็นไปตามแบบฉบับท่านบีโธเฟนสักเท่าไหร่ครับ ขาดความหนักแน่นไปหน่อย ส่วน Harp Concerto นั้นบรรเลงได้ดีครับ วง CSO กับนักโซโลบรรเลงได้เข้ากันดีมาก เพลงนี้ทำให้ชวนนึกย้อนไปถึงสมัยบาโร้กได้จริงๆ ครับ สำหรับนัก Harp คนนี้ พัชรสกนธ์ โพธิ์ เธอเกิดในครอบครับนักดนตรี เริ่มเรียน Harp เมื่ออายุ 18 ปีครับ โดยเรียนกับ อ. Judit Utley ซึ่งเป็นนักบรรเลง Harp (ท่านเคยเป็นสมาชิกวง BSO ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอน Harp อยู่ที่วิทยาลัยดุริยศิลป์) เธอเคยผ่านการแสดงมาแล้วหลายเวที และเคยได้แสดงที่ศูนย์ตำหนักฮาร์พ  ที่กรุงเทพเมื่อปี 2008 ที่ผ่านมา นับได้ว่าเป็นนักฮาร์พรุ่นเยาว์คนแรกๆ ของภาคเหนือเรานี้เองนะครับ เสียง Harp ของเธอนั้นไม่ธรรมดาครับน่าสนับสนุนให้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะต่อไป สำหรับบทเพลงก็มีเพียง trill และช่วงโน้ตบางตัวที่บรรเลงได้ยังไม่พริ้วพอเท่านั้นเองครับ แต่น่าเสียดายที่ผู้จัดคอนเสริตนำเพลงมาบรรเลงกันให้ฟังเพียงแค่ท่อนเดียวเองครับ

สำหรับ Highlight ของงาน ก็อยู่ที่ Piano Concerto No.2 in C minor Op. 18 ของนักเปียโนผู้เกือบเสียสติ Rachmaninoff นั้นเองครับ ด้วยว่าผู้บรรเลงของเราในค่ำคืนนั้น อชิระ อัศวเดชาฤทธิ์ เป็นผู้ที่มีความสามารถสูงทีเดียวครับ แกเริ่มเรียนเปียโนมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบกับอาจารย์ธัญลักษณ์ ภู่ริยะพันธ์, อ. เรมีย์ นามเทพ, อ. Bernard Sumner, อ.ดร.นภนันท์ จันทรอรทัยกุล และ อ. Bennett Lerner และเมื่ออายุ 11 ปี เขาก็สอบเกรด 8 ของสถาบัน Trinity ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 และคะแนนสูงสุดระดับประเทศ และสูงสุดของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค และจากนั้นก็สอบผ่านในระดับ PC, ATCL, LTCL ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เช่นกัน เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว เขาก็ได้ผ่านการรับเลือกจาก Yong Siew Toh Conservatory of Music National University of Singapore : NUS เพื่อเข้าร่วมค่ายดนตรีและแสดงเปียโนกับนักเปียโนรุ่นเยาว์ทั่วโลก 18 คน

ล่าสุด อชิระก็ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมแข่งขันในรายการ The 3rd Asean International Concerto Competition ที่กรุงจาร์การ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย ผลการบรรเลงนั้น สุดยอดครับ สมกับชื่อเสียงเรียงนามที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเลย ทั้งท่าทาง ภาษากาย เทคนิคการบรรเลง น้ำหนักเสียง และการประสานเข้ากับวง CSO บทเพลงนี้ถือได้ว่าเยี่ยมมากครับ แต่ก็ติดตรงที่ว่าผู้จัดงานเลือกเปียโนมาหลังเล็กไปหน่อย เลยให้เสียงที่ไม่สมบูรณ์เมื่อประกอบกับวง CSO ที่มีขนาดใหญ่ และห้องแสดงที่ใหญ่มากๆ เสียงบางช่วงจึงขาดพลัง และกลืนหายไปกับเสียงวงออเคสตราเท่านั้นเองครับ และน่าเสียดายอีกนิด ที่นำบทเพลงมาแสดงเพียงแค่ท่อนเดียวครับ

            สำหรับการแสดงครึ่งหลัง ก็เป็นเพลงที่ล้วนแต่ไพเราะมากครับ เริ่มจาก Farandole from L’Arlesienne Suite No. 2 (นำมาแสดงเพียงท่อนเดียว จาก 4 ท่อนเช่นเดิม) ซึ่งวงนั้นแสดงออกมาได้เยี่ยมมากครับ ถือว่าเป็นเพลงที่บรรเลงได้ดีที่สุดในค่ำคืนนั้นเลยครับ และตามมาด้วยเพลงที่ทำให้นึกถึงความเก่า ความโบราณของประเทศไทยเรานั้นก็หนีไม่พ้นบทเพลงจาก ดนู ฮันตระกูล ซึ่งเป็นนักประพันธ์เพลง และเรียบเรียงเพลงได้ประทับใจมากครับ วง CSO ก็บรรเลงออกมาได้เยี่ยมยอดไม่แพ้บทเพลงฝั่งตะวันตกเลยครับ และปิดท้ายด้วยบทเลงบอดฮิต Symphony No. 40 in G minor ซึ่งเป็นฉบับ Arr. By Merle J.Isaac ซึ่งก็จะเห็นมีกลองแสนร์ และเครื่องดนตรีหลายๆ อย่างประกอบเข้ามาสร้างสีสันให้มากขึ้น บทเพลงนี้ไม่ค่อยติดตรึงตราใจผู้ฟังอย่างผมเท่าไหร่ครับ แต่ถือได้ว่าบรรเลงออกมาได้ดีกว่าการแสดงครั้งๆ ก่อนๆ โน้นเลยหล่ะครับ

ซึ่งสรุปผลงานการบรรเลงของวง CSO ก็ออกมาดูดีก้าวสู่ความมีฝีมืออีกขั้น มีพัฒนาการมากขึ้นกว่าแต่ก่อนตามลำดับ ดังนั้นก็น่าสนับสนุนเยาวชน และนักดนตรีชาวเชียงใหม่ให้พัฒนาความสามารถและเปิดการแสดงอันมีคุณค่าอย่างนี้ต่อไปอีกครับ

edit @ 12 Jul 2009 23:25:59 by jigy classical



อีกค่ำคืนหนึ่งที่สลัดความเหนื่อยล้าไปฟังการบรรเลงดนตรีจากวง Chiangmai Philhamonic Band ซึ่งก็เป็นวงที่แบ่งภาคมาจาก Chiangmai Symphony Orchestra นั่นเอง ซึ่งเป็นการแสดงนำโดยวงเครื่องลมไม้และทองเหลือง โดยมี Doubble Bass และ Percussion ประกอบ ที่สำคัญ รายการในวันนี้น่าสนใจมากๆ ครับ การแสดงอยู่ภายใต้แนวคิด ดนตรีจากนักประพันธ์ที่มีชีวิตอยู่ หมายถึงว่าผู้ประพันธ์เพลงยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ได้ตายจากโลกนี้ไป เหมือนเพลงเก่าแก่ทั้งหลายที่เราฟังกันนั้นน่ะครับ รายการการแสดงก็มีดังนี้ครับ
Farang Rum Thao (ฝรั่งรำเท้า) – Chaipruck Mekara  (for Thai Orchestral and Symphonic Band)
Chaor Thery – James Bonney (Concerto for Electric Guitar and Wind Orchestra)
INTERMISSION
The Redwoods – Rossano Galante
A Discovery Fantasy – Jan De Hann
Kheah Cheon Joaw Fantasy (แขกเชิญเจ้า) - Chaipruck Mekara  
ABBA Gold – ABBA arr. By Ron Sebregts

Guest Conductor : Daniel Pittman

การแสดงเริ่มด้วยโหมโรงโดยบทเพลงนกกลิ้งโกลง บรรเลงโดยวงมโหรีเครื่องสายผสมปี่พาทย์ ซึ่งมาจากวงดารารักษ์ไทย (เป็นการส่งเสริมการเล่นดนตรีไทยโดยโรงเรียนดาราวิทยาลัย) จากนั้นก็เป็นเพลงฝรั่งรำเท้า ซึ่งเป็นการเรียบเรียงเพื่อให้วงเครื่องลมเล่นร่วมกับวงดนตรีไทย ซึ่งก็ออกมาลงตัวไพเราะมาก สร้างสีสันและความแปลกใหม่ให้กับบทเพลงไทยอันมีคุณค่า เพลงนี้ต้องชื่นชมทั้งผู้ควบคุม และนักดนตรีทั้งสองวงเลยทีเดียว นอกจากนั้นบทเพลง Chaor Thery ที่เป็นกีตาร์ไฟฟ้านั้นก็ให้อารมณ์ที่สนุก ทั้งกึ่งร๊อคและหวานซึ้งโรแมนติกสลับกันไปในแต่ละท่อนของเพลง เหตุที่บทเพลงผู้ประพันธ์เลือกใช้กีตาร์ไฟฟ้านั้นเป็นเพราะช่วงเสียง (Dynamic) นั้นกว้างมากนั่นเอง และแนวคิดของการประพันธ์ก็เน้นการผสมผสานแนวดนตรีร๊อคและคลาสสิค จากคีตกวีในใจของผู้ประพันธ์เอง อันได้แก่ Bach Beethoven Shostakovich เป็นต้น ส่วนครึ่งหลังก็เป็นเพลงที่ไพเราะติดหู เพราะบรรดาผู้ประพันธ์นั้นมีผลงานมากมายมาการันตีในความไพเราะ เช่นมีผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ ละครต่างๆ มากมาย เพลงที่โดนใจผมก็มีหลายเพลง แต่ก็ต้องกล่าวถึงเพลงนี้โดยเฉพาะ คือ  A Discovery Fantasy ที่มีสีสันหลากหลาย ทั้งจังหวะกลองสแนร์ และท่อนสนุกและหวานซึ้งหลายท่อน จากนั้นเพลง Kheah Cheon Joaw Fantasy ที่เป็นการนำทำนองจากเพลงไทย แขกเชิญเจ้า มาเรียบเรียงในรูปแบบวงเครื่องเป่า ซึ่งเริ่มด้วยการกระแทกกลุ่มคอร์ดของเครื่องดนตรีต่างๆ ทำให้เพลงดูยิ่งใหญ่ และทำให้บรรดาผู้ชมตกใจไม่น้อย ทำให้เพลงมีสีสันและสนุกมาก การแสดงปิดท้ายนั้นลงตัวมาก จับใจคนดูเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งก็หนีไม่พ้นบทเพลงอันมีเสน่ห์ของ ABBA นั่นเอง การแสดงคืนนี้จะทำให้ผมนอนหลับฝันดีไปอีกหลายคืนเลยทีเดียวครับ และอย่าลืม เรามีนัดกับการแสดงอีกในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ กับวง Chiangmai Symphony Orchestra ครับ


จากที่ได้แจ้งไปว่ามีการแสดงเดี่ยวเปียโนของ ทยา คงปักไพศาล ซึ่งเป็นนักเปียโนเยาวชนที่น่าสนับสนุนและส่งเสริมมาก ในวันเสาร์ 20 มิถุนายน  ที่ผ่านมานั้น นับว่าเป็นการแสดงที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีผู้สนใจเข้าชมอย่างล้นหลามเต็มห้องจัดแสดง (และเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นคนมากมายขนาดนี้) ซึ่งเป็นห้องขนาดย่อมอยู่ในอาคารศรีสังวาลย์ วิทยาลัยดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ วิทยาเขตแก้วนวรัฐ  จนทำให้ผู้จัดการแสดงต้องวิ่งวุ่นหาเก้าอี้มาเสริมซึ่งก็ไม่พอเพียงต่อจำนวนผู้มาชม ผลก็คือมีผู้ชมบางส่วนที่เต็มใจยืนชมการแสดงจนเกือบจบ ซึ่งหลังพักครึ่งก็พอจะมีที่นั่งว่างเพิ่มขึ้นบ้าง สูจิบัตรที่เตรียมมาแจกก็ไม่เพียงพอต่อผู้ชมทั้งหมด ซึ่งภายในเล่มก็มีข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงและประวัตินักเปียโนคนนี้ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยครับ รายการการแสดงวันนั้นก็มีดังนี้
Prelude and Fugue in A Major WTC II             J.S. Bach
Prelude and Fugue in A Minor                 D. Shostakovich
Sonata in F Sharp Minor Op. 25 No.5             M. Clementi
- Piutosto allegro con espressione
- Lento e patetico
- Presto
Ballad No.1 in G Minor Op. 23                 F. Chopin
                         INTERMISSION
From Four Roman Sketches Op. 7             C. Griffes
- The Fountain of the Acqua Poala Op. 7 No.3
From Three Tone-Pictures Op. 5
- The Night Winds Op. 5 No.3
From Years of Pilgrimmage 2nd Year: Italy         F. Liszt
- Sonetto 104 del Petarca
Sonata No.7 in B Flat Major Op. 83             S. Prokofiev
- Allegro inquieto
- Andante caloroso
- Precipitato

ซึ่งจากการฟังการบรรเลงในค่ำคืนนั้น ก็บอกได้เลยว่า Bravo!! ถ้าไม่ติดกับแกรนด์เปียโนที่หลังเล็กไปหน่อย ซึ่งทำให้เสียงไม่อิ่มและกังวานเท่าที่ควร ส่วนฝีไม้ลายมือ การตีความบทเพลง การบรรเลง ภาษากาย การสื่อบทเพลงของทยา ก็ทำได้ดีเยี่ยมทีเดียว ผู้ชมไม่ผิดหวังแน่นอนครับ บทเพลงที่เล่นได้ประทับใจผมที่สุดก็บทเพลงสุดท้ายนั้นเองครับ ได้กลิ่นอายของสงครามตามแบบฉบับ Wars ซึ่งเป็นชุด Sonata No. 6, 7, 8 ของ Prokofiev ซึ่งเร้าใจและคึกโครมในท่อนเร็ว และอ่อนไหวในท่อนช้า ส่วนบทเพลงที่บรรเลงในช่วงแรกของสมัยบาโรคนั้น ก็ตีความออกมาได้เหมาะสมดีมากครับ ที่ว่าดีมากก็อธิบายไม่ถูก เอาเป็นว่า เหมือนเรากำลังนั่งอยู่ในโบสถ์ในยุโรป ที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรีแห่งการสร้างสรรค์ ตามลักษณะสถาปัตยกรรมอันล้ำค่าของศิลปะแบบบาโรคนั้นเอง แต่บางช่วงเหมือนจะมีสะดุด หรือพลังการบรรเลงนั้นแสดงออกมายังไม่เต็มที่นัก อาจเป็นเพราะแกจะไม่คุ้นกับเปียโนหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่อาจทราบได้ครับ แต่ในช่วงหลังจากนี้ก็แสดงพลังออกมาได้เต็มเปี่ยมครับ ในการบรรเลง Ballade ของ Chopin นั้น ในทัศนะของผม ถ้าบรรเลงให้กระชับขึ้นอีกนิด ก็จะเข้าจุด คือหวานย้อยแกมรุนแรงตามแบบฉบับ ในด้านเทคนิคและการแสดงในเพลงนี้ทยา ทำได้ดีมากครับ ส่วนเพลงชุดของ Griffes และ Liszt นั้นก็บรรเลงออกมาได้ดีเช่นกันครับ น้ำเสียงหนักแน่น สื่ออารมณ์ได้ชัดเจน สมกับเป็นยุคโรแมนติกตอนปลาย งานนี้ใครพลาดไปชมการแสดงก็ต้องขอบอกว่าเสียดายมากครับ

007 วันเครียดๆ กับ BSO Sting Orchestra

posted on 06 Oct 2008 23:54 by cmclassical  in Entry

วันนั้นเป็นวันที่ผมรู้สึกเครียดมากจริงๆ ไม่รู้ว่าตนเองมีภาระงาน หน้าที่รับผิดชอบมากเกินไปหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ทำอะไรก็ไม่ทันสำเร็จ พาลให้เกิดความผิดพลาดไปเสียหมด ทำให้หงุดหงิด อารมณ์เสียเหมือนสุนัขที่บ้าคลั่งกัดคนไปทั่ว แต่ก็ระลึกตนได้ว่าค่ำวันนี้มีการแสดงคอนเสริตอะไรสักอย่าง น่าสนใจไปชมเป็นอย่างมาก ซึ่งผมเองก็เป็นคนนำข่าวนี้มาขึ้นประชาสัมพันธ์บนบล็อคนี้เสียด้วย ก็เลยตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องหันตัวเองออกจากกองงานพะเนินเทินทึกนี้เสีย เอาเวลาที่มีไปใช้ในการผ่อนคลายจากการฟังดนตรีเสียยังจะคุ้มค่ากว่าไปทำงานที่ล้นหลามนั้น ว่าแล้วหลังจากตื่นในตอนท้ายคาบเรียนวิชา Digital System Design ในมหาวิทยาลัยฯ ก็ตะบึงรถไปศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว แม้ว่าแสงแดดยามเย็นจะสาดส่องอย่างร้อนแรง แต่ก็แลเห็นเมฆครึ้มมาแต่ไกลอันเป็นสัญญาณว่าจะมีฝนโปรยปรายอย่างชุ่มฉ่ำในตอนค่ำ เมื่อไปถึงก็ไม่รอช้า รีบไปติดต่อซื้อบัตรทันที เพราะจากประสบการณ์ครั้งที่แล้วนั้น  ได้ทราบว่ากาไปซื้อบัตรหน้างานอย่างกระชั้นชิด ทำไห้พลาดการชมการแสดงไปอย่างน่าเสียดายเพราะอะไรน่ะหรือครับ บัตรหมด โอ้โห ผมตะลึงไปเลยครับ ครานี้เพื่อไม่ให้พลาด ก็เลยไปซื้อไว้แต่ก่อนเริ่มการแสดง โดยได้เลือกบัตรที่ถูกสุดไว้ก่อน  300.- ตามงบประมาณในกระเป๋า เพราะตอนนี้ยังเป็นนักศึกษา ไม่ได้หาเงินใช้ได้เองจริงไหมครับ

สำหรับการชมการแสดงเริ่มขึ้นตรงตามเวลา โดยการแสดงในครั้งนี้เป็นการประชาสัมพันธ์กและเริ่มกิจกรรมในโครงการ พะเยา เมืองแห่ดนตรี วัฒนธรรม และสุขภาพ แล้วทำไมมาจัดในเชียงใหม่หล่ะ คำตอบจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยานะครับ สรุปได้ว่า จังหวัดพะเยาเพิ่งแยกตัวออกมาได้ ครบรอบ 31 ปี เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมนี้เอง และการจะจัดกิจกรรมหรือโครงการก็ยังคงต้องอาศัยเมืองที่เป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ซึ่งก็คือเชียงใหม่นี่เอง นี่ก็แสดงให้เห็นว่าต่อไป พะเยาจะพัฒนาและก้าวเข้าสู่เมืองที่เจริญร่งเรืองต่อไป ผมทราบมาอีกว่า มหาวิทยาลัยที่มีวิทยาเขตในจังหวัดพะเยา กำลังก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม นั่นเป็นหมายสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองที่กำลังคืบคลานเข้ามาสู่จังหวัดพะเยานั่นเอง เปิดการแสดงโดยการบรรเลงพิเศษ ที่บอกว่าพิเศษก็เพราะไม่มีในสูจิบัตรครับ การแสดงเพลงพระราชนิพนธ์ 3 บทเพลงโดยวง Northern Symphony Orchestra และจากนั้น มีพิธีเปิดโครงการดังกล่าว และเข้าสู่การแสดงคอนเสริตที่ทุกคนรอคอย
สำหรับเพลงที่บรรเลงโดยวง Northern Symphony Orchestra นั้น ผมจำไม่ได้ชัดเจนว่าเป็นเพลงอะไรบ้าง การบรรเลงนั้นก็สอดคล้องเหมาะสมกับความสามารถของนักดนตรี ไม่ได้ย่ำแย่เลย แต่ก็ยังเทียบระดับโลกไม่ได้ สมาชิกวงนี้ก็เป็นเด็กๆ นักเรียนนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ทั่วภาคเหนือ อันนี้แตกต่างจาก Chiangmai Symphony Orchestra นะครับ ซึ่งสมาชิกในวงจะเป็นชาวเชียงใหม่ครับ

การบรรเลงของ BSO Sting Orchestra นั้นเป็นการนำ Part เครื่องสายมาบรรเลง โดยมีเครื่องเป่ามาร่วมบางส่วนเพื่อสร้างสีสันให้กับบทเพลง การเรียบเรียงเสียงประสานบทเพลงในวันนี้ต้องบอกว่าสุดยอดมากครับ เพราะอย่างไม่มีที่ติ ด้วยผลงานการเรียบเรียง และควบคุมวงของหม่อมหลวงอัศนี ปราโมช มีรายการเพลงดังต่อไปนี้ครับ

  1. แผนดินของเรา (Alexander)
  2. อาทิตย์อับแสง (Blue Day)
  3. คำหวาน (Sweet Words)
  4. ยามค่ำ (Twilight)
  5. ค่ำแล้ว (Lullaby)
  6. ใกล้รุ่ง (Near Dawn)
  7. มาร์ชราชนาวิกโยธิน (Royal Marine March)
  8. ลมหนาว (Love in Spring)
  9. แว่ว (Echo)
  10. ไร้จันทร์ (No Moon)
  11. ในดวงใจนิรันดร์ (Still in My Mind)
  12. เกาะในฝัน (Dream Island)
  13. ภิรมย์รัก (A Love Story)
  14. เพลงเตือนใจ (Old Fashioned Melody)
  15. แสงเดือน (Magic Beams)
  16. Can’t You Ever See

 

ท่านใดรู้สึกเครียด เป็นทุกข์ หรือไม่สบายใจ ลองหาเพลงคลาสสิคมาฟังดูสิครับ แล้วดูว่าความรู้สึก อารมณ์ของท่านจะเป็นอย่างไร สำหรับผมแล้ว ผ่อนคลายได้มากเลยครับ ทำให้หายเครียดไปเลย

       เพลงที่จะนำมาเสนอในวันนี้ เป็นเพลงที่รู้จักกันดีและมักจะได้รับการร้องขอให้นักเปียโนบรรเลงในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ ผมเคยได้ยินเสียงกริ่งไฟฟ้า (ชนิดไร้สาย) หลายที่หลายแห่ง รวมทั้งที่บ้านผมด้วย (ซึ่งกริ่งนี้ซื้อมาให้ผู้สูงอายุกดเรียกเวลาต้องการความช่วยเหลือ) โดยเสียงกริ่งจะใช้ทำนองเพลงดังกล่าวนี้ นอกจากนี้ในบางส่วนของประเทศไต้หวัน อิหร่าน หรือประเทศอื่นๆ มีรถขนขยะเล่นทำนองเพลงแจ้งแก่ประชาชนให้นำขยะออกมา เพื่อที่จะขนจัดเก็บขึ้นคันรถ ยังมีรถบรรทุกขายถังแก๊สในประเทศบราซิล และตุรกีก็เล่นทำนองเพลงนี้เพื่อบอกแก่ผู้คนว่าคันรถเดินทางมาใกล้บริเวณนั้นแล้ว หรือแม้ในผลิตภัณฑ์ เสียงเพลงติดตู้เย็น กล่องดนตรี นาฬิกาปลุก หรืออุปกณ์อื่นๆ อีกมากมาย ก็มักนำเพลงนี้มาใช้เช่นกัน

       ท่านคงสงสัยแล้วว่า เพลงที่จะกล่วถึงนี้เป็นเพลงอะไร ผมเชื่อว่าท่านต้องเคยได้ยินเป็นแน่ หากไม่แล้ว อาจจะเรียกได้ว่าเชยสุดๆ นะครับ  Für Elise (ภาษาเยอรมัน :  “For Elise” แด่อลิซ) เป็นชื่อยอดนิยมของบทเพลง Bagatelle in A minor, WoO 59  ผลงานเพลงเดี่ยวเปียโนอันมีชื่อเสียงนี้เป็นของ ลุด วิกแวน เบโธเฟน  ประพันธ์ขึ้นราวปี ค.ศ. 1810

        Bagatelle เป็นผลงานชิ้นย่อยๆ สำหรับเปียโน ไม่มีโครงสร้างหรือลักษณะสังคีตลักษณ์ที่แน่นอน แต่มีลักษณะเฉพาะคือเนื้อดนตรีจะสว่างไสว รื่นรมย์ โดยความหมายเชิงภาษา หมายถึง เล็กๆ, เล็กน้อย, ขี้ประติ๋ว หรือ ไม่สำคัญมากนัก เป็นต้น ซึ่งการบรรเลงทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3.5 นาที สังเกตคำว่า WoO  นั้นย่อมาจาก Work without Opus Number ซึ่งหมายถึงผลงานชิ้นนี้ถูกเผยแพร่โดยไม่ระบุลำดับการตีพิมพ์ไว้ หรืออาจรวมไปถึงผลงานที่ไม่สมบูณ์ก็ได้ โดยถูกใช้โดยHarry Halm และ Georg Kinsky ในปี ค.ศ. 1955 ซึ่งเป็นการจัดลำดับผลงานของเบโธเฟน และ WoO นี้ยังอาจถูกนำไปใช้สำหรับผลงานของคีตกวีท่านอื่นอีกด้วยครับ

        เบโธเฟนเลือกใช้จังหวะ 3/8 บันไดเสียง A minor โดยกำหนดความเร็วในการบรรเลงเป็น Presto แต่นักเปียโนหลายคน เลือกใช้ความเร็วที่ช้ากว่า เพื่อให้เพลงมีความไพเราะในแบบของตนเอง เพลงเริ่มด้วยเสียงทำนอง จากมือขวาของนักเปียโนอย่างโหยหวน และมือซ้ายบรรเลง อาร์เปโจคลอเป็นคอร์ด โดยใช้คอร์ดเสียง A minor และ E major เพลงดำเนินต่อไปและมีการเริ่มต้นซ้ำอีกครั้ง และเข้าสู่วรรคขยายถัดไปโดยมีเสียงคอร์ด C major ซึ่งเป็น คอร์ดเสียงร่วมของกุญแจเสียง A minor และคอร์ด G major ซึ่งเป็นเสียงโดมินันท์ของ C major

        ท่อนถัดไปเป็นท่อนที่ฟังดูจะรู้สึกเร็วขึ้น เพราะมีจำนวนโน้ตถี่มากขึ้น เบโธเฟนใช้บันไดเสียง F major และมี C major ด้วย ในท่อนนี้เอง ที่ค่อนข้างยากมากเมื่อเทียบกับตอนต้นของเพลงสำหรับนักเปียโนมือใหม่ และไม่รู้จักเพลงนี้ดีพออาจบรรเลงท่อนนี้ได้ไม่ดีนัก ท่อนนี้ใช้เวลาพัฒนาประสานทำแนวนองเข้าด้วยกันอยู่นานมาก ไม่หลักฐานแน่ชัดที่บ่งชี้ว่าเบโธเฟนเขียนท่อนนี้ขึ้นหลังจากการมีปากเสียงกับ Elise ซึ่งจงใจทำให้เธอไม่สามารถบรรเลงท่อนนี้ได้ จากนั้นทำนองในท่อนแรกจะกลับมาซ้ำอีกครั้งโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย จากนั้นเข้าสู่ท่อนถัดไปซึ่งใช้บันไดเสียง D minor เป็นท่อนที่ใช้เสียงต่ำให้ความรู้สึกว่าเป็นลางร้าย หรือมีเหตุการณ์วิกฤติบางอย่างเกิดขึ้น ช่วงนี้มีการใช้ padal ทำให้เสียงกังวานและดังขึ้นค้างไปตลอด จนไปสู่วรรคเชื่อมซึ่งเป็นการไล่เสียง อาร์เปโจ ขึ้นและลง จากนั้นทำนองหลักก็ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง และจบลงอย่างสงบด้วยคอร์ดในบันไดเสียง A minor โดยใช้เพอร์เฟคเคเดนซ์ ( V-I cadence ) แนะนำคำศัพท์อีกครับ คำว่า cadence คือลักษณะการจบท่อนเพลงโดยเคเดนซ์สมบูรณ์จะดำเนินคอร์ดจาก V ไป I

        ผมมีข้อมูลที่ถูกแปลมาและเรียบเรียงเพิ่มเติมมาฝากให้เล็กน้อยครับ โดยที่ไปที่มาของบทเพลงนี้เป็นการประพันธ์เพื่อหญิงหรือคนรักคนหนึ่งของเบโธเฟน ใจความจากบทความกล่าวไว้ว่านักวิชาการและนักวิเคราะห์ทางเบโธเฟนล้วนแล้วแต่ไม่แน่ใจว่าใครคือ Elise  ทฤษฏีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดกล่าวไว้ว่าแต่เดิมเบโธเฟนตั้งชื่อผลงานไว้ว่า “Für Therese”  ซึ่งเป็นชื่อของ Therese Malfatti von Rohrenbach zu Dezza (1792-1851) บุตรสาวพ่อค้าชาวเวียนนา Jacob Malfatti von Rohrenbach (1769-1829) ที่เบโธเฟนตั้งใจจะแต่งงานกับเธอ แต่ในปี 1810 Therese Malfatti ได้แต่งงานกับ Willhelm von Drobdik (1771-1859) ขุนนางชาว  เมื่อมีการตีพิมพ์ผลงานภายหลังจากเบโธเฟนเสียชีวิต ในปี 1865 คาดกันว่าผู้ค้นพบบทเพลง (Ludwig Nohl) ได้ถอดความลายมือที่อ่านไม่ออกนั้นผิดเพี้ยนกลายเป็น “Für Elise” ส่วนต้นฉบับลายมือบทเพลงนั้นสูญหายไปแล้ว

        อย่างไรก็ตาม  นักวิชาการบางท่านได้กล่าวว่าเบโธเฟนมีเจตนาตั้งชื่อผลงานไว้ว่า Für Elise ในเวลานั้นชื่อดังกล่าวเป็นชื่อเล่นธรรมดาของหญิงสาวที่น่าพึงตาชวนใจ และเบโธเฟนเองก็มักใช้ชื่อเรียกเล่นๆ นี้กับผู้หญิงที่เขาสนิทสนมเป็นพิเศษ (ในกรณีนี้คือ Therese)  แม้ว่าทฤษฏีนี้ดูมีเหตุผลแต่ก็ไม่มีแหล่งที่มาน่าเชื่อถือระบุว่าเบโธเฟนเจาะจงอ้างถึง Therese ว่าเป็น Elise

        เราคงอนุมานได้ว่าเป็นความตั้งใจของเบโธเฟนที่เขียนชื่อบทเพลงไว้ถึงสตรีอันเป็นที่รักเท่านั้น  ทำนองเพลงอันมีชื่อเสียงนี้เริ่มต้นด้วยโน้ตเสียง E – D# – E  หรือโน้ตพ้องเสียง E – Eb – E  ในภาษาเยอรมันออกเสียงได้เท่ากันกับโน้ต E – Es – E  ซึ่งตัวอักษรที่อยู่ในชื่อสามารถ “ปรับเสียง” เป็นคำว่า ThErESE หรือ EliSE”

        นอกจากเราจะพบเห็นเพลงนี้ถูกนำไปใช้ในโอกาสต่างๆ แล้ว ยังมีการนำทำนองไปประกอบหรือแต่งเพลงใหม่ๆ อีกมากมาย นักดนตรีชื่อ Nas ได้หยิบยกบางส่วนของเพลง Für Elise มาเป็นแรงบันดาลใจเพลงแร็พ “I can”  นอกจากนั้นยังได้นำไปใช้ในเพลง “Same Script, Different Cast” ที่ปรากฏในอัลบั้ม Whitney’s Greatest Hits ของ Whitney Houston และ Deborah Cox และในวงการเพลงไทยของเรา ก็คงจะได้ยินทำนองหลัก แทรกอยู่ในเพลง “จังหวะหัวใจ” ของนักร้องชื่อดัง พี่บี้เดอะสตาร์ นั่นเอง

        สำหรับนักเปียโนส่วนใหญ่ที่เรียนในสถาบันต่างๆ ก็มักจะได้ฝึกหัดบรรเลงเพลงนี้ด้วยเช่นกัน โดยเพลงนี้บรรจุอยู่ในหนังสือโน้ตเล่มเขียว หรือมีชื่อว่า Piano for Children ซึ่งเป็นหนังสือในหลักสูตรการเรียนที่ผู้เรียน ต้องฝึกและบรรเลงให้ผ่านให้ได้ แล้วจึงจะได้เรียนบทเพลงที่ยากกว่าในลำดับถัดไป

        เห็นไหมครับว่าเพลง Für Elise นี้ฮิตกันขนาดไหนใครยังไม่เคยฟัง หรือไม่เคยได้ยินก็ลองแสวงหามาฟังได้นะครับ มีศิลปินไม่น้อยเลยที่ได้บรรเลงเพลงนี้ไว้ ด้วยหลากหลายอารมณ์ และไสตล์ของศิลปินแต่ละคน คงหาฟังได้ไม่ยากแน่นอนครับ

อ้างอิง : สุวัฒน์ ปุกมณี บทแปล Für Elise จาก wikipedia.org

What kind of music are you?

posted on 03 Aug 2008 23:52 by cmclassical  in Entry

ก่อนจะนำเสนอเนื้อหาในโอกาสถัดไป ผมมีลิงก์สนุกๆ ให้ผู้อ่านได้ลองเล่นดูครับ 

"ลักษณะเพลงสำหรับคุณ" http://www.blogthings.com/whatkindofmusicareyouquiz 

 ก็ลองดูนะครับว่าจะได้แนวเพลงแบบไหน

 

 


สวัสดีครับ หัวข้อครั้งนี้มีวงเล็บว่า "ขุดกรุมาเล่า" ก็เพราะเป็นบทความที่ควรจะนำเสนอไปตั้งนานแล้ว แต่ทว่า ติดค้าง เขียนไม่เสร็จสักที ก็เลย ถือโอกาสเอามาเล่าเอาป่านนี้แหล่ะครับ

เข้าเรื่องเลยนะครับผมได้มีโอกาสไปชมคอนเสริตต่างๆ  ที่จัดในเชียงใหม่หลายๆ ครั้ง ด้วยกัน ก็มีทั้งที่ประทับใจ และก็ประทับใจไม่มากนักนะครับ (จะบอกว่าไม่ประทับใจเลย ก็ไม่จริงน่ะครับ) จริงๆ การแสดงดนตรีคลาสสิคในเชียงใหม่นั้นเป็นอะไรที่หาดูไม่ได้ง่ายๆ หรอกครับ เพราะว่านักดนตนรีที่มีฝีไม้ลายมือแกร่งกล้ามากพอที่จะแสดงนั้นมีไม่มากครับ หรือในระดับมือสมัครเล่นผู้มีใจรักดนตรีบางทีก็ขาดแคลนผู้สนับสนุนทางด้านการเงิน ดังนั้นเมื่อมีคอนเสริตครั้งหนึ่ง ก็จะเป็นที่หมายปองของผู้หลงไหลในดนตรี เพื่อจะได้ไปชมการแสดงสด รับอรรถรสในดนตรีอย่างมีความสุข และผมก็เป็นหนึ่งในนี้ ผมไม่ใช่คนที่เกงกาจในเรื่องดนตรีมากนะครับ เพียงแต่ที่พูดเล่ามานี้ก็เป็นความรู้สึกนึกคิด  และเก็บข้อมูลมาจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสมา ย่อมอาจไม่สอดคล้องกับความเห็นของผู้อ่าน อันนี้ก็คงว่ากันไม่ได้นะครับ

ส่วนใหญ่การแสดงคอนเสริตหลักๆ ก็จะมาจากภาควิชาดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ และรองลงมาก็คือการจัดคอนเสริตจากนักดนตรี สถาบันต่างๆ ที่มาจากรุงเทพ ส่วนจากต่างประเทศนั้นน้อยมากๆ ครับ และเล็กสุดก็คือการแสดง Recital ของนักเรียนดนตรีจากสถาบันต่างๆ ในเชียงใหม่นั่นเองครับ อ้อไหนๆ ก็พูดถึงภาควิชาดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพแล้ว ก็แจ้งให้ทราบเลยนะครับว่า ต่อไปนี้ ภาควิชาดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ยกระดับเป็นวิทยาลัยดุริยศิลป์ แล้วนะครับ

“อาจารย์บฤงคพ  วรอุไร  หัวหน้าภาควิชาดุริยศิลป์  คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ เผยว่า ภาควิชาดุริยศิลป์ ได้ทำการเรียนการสอนด้านดนตรีมาเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี โดยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่เปิดสอนด้านดนตรีระดับปริญญาตรีเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาได้ผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางดนตรีออกสู่สังคมมากมาย  และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีนักเรียน นักศึกษาสนใจเรียนในสาขานี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุก ๆ ปี ประกอบกับทางภาควิชาฯ ได้มีการให้บริการด้านดนตรีเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนมีการเปิดสอนสาขาดนตรีทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท  ดังนั้นในปีการศึกษา 2551 มหาวิทยาลัยพายัพจึงได้อนุมัติให้ภาควิชาดุริยศิลป์ ยกฐานะเป็นวิทยาลัยดุริยศิลป์ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารงาน และรองรับการขยายตัวของการให้บริการทางวิชาการ และเป็นสถาบันที่เสริมสร้างศักยภาพทางดนตรีให้กับเยาวชนชาวล้านนาได้มากขึ้น
           สำหรับการยกฐานะเป็นวิทยาลัยดุริยศิลป์นั้น ทางมหาวิทยาลัยพายัพ ได้เตรียมความพร้อมในส่วนของสถานที่ โดยปรับปรุงอาคารศรีสังวาลย์ให้เป็นอาคารเรียนดนตรีที่ทันสมัย มีห้องซ้อมดนตรีที่ได้มาตรฐานกว่า 26 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน นอกจากนี้แล้วในส่วนของการให้บริการทางวิชาการแก่สังคมนอกจากการเรียนการสอนแล้ว จะได้มีการพัฒนาโครงการดนตรีเยาวชน ให้เป็นสถาบันดนตรีสำหรับเยาวชน มีการขยายวิชาดนตรีให้แตกออกเป็นหลายแขนงยิ่งขึ้น มีการเปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรระยะสั้น  มีการให้บริการห้องอัดเสียง  รวมถึงให้บริการด้านดนตรีอื่น ๆ เช่น เปิดโอกาสให้นักศึกษาออกแสดงตามงานต่าง ๆ เพื่อหาประสบการณ์  การรับผลิตงานด้านดนตรี  และการส่งเสริมให้คณาจารย์และนักศึกษาสร้างผลงานเพลงของตนเองสู่วงการเพลงอาชีพอีกด้วย
           นอกจากนี้ยังจะได้สานต่อเจตนารมย์ด้านดนตรีของชาวเชียงใหม่ ด้วยการพัฒนาวงซิมโฟนีออเคสตรา และวง Big Band Jazz ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น  ตลอดจนเป็นสถานที่สำหรับประสานงานของสมาคมนักเปียโนภาคเหนือ  และสถาบันสอบวัดระดับทางดนตรีที่ได้มาตรฐานระดับประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้วงการดนตรีของภาคเหนือพัฒนาขึ้น เปิดโอกาสให้เยาวชนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และให้ผู้ที่สนใจเรียนด้านดนตรีได้มีโอกาสเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของดนตรีอย่างแท้จริง”

พูดถึงคอนเสริตที่ใหญ่หน่อย ที่เพิ่งผ่านไป ก็คงไม่พ้น “THE CONCERT IN HONOUR OFAJARN BERNARD SUMNER'S BIRTHDAY” เมื่อวันพุธที่ 30 เมษายนครับ สำหรับงานนี้ผู้คนค่อนข้างเต็มห้องแสดงเลยทีเดียว มีทั้งเด็กที่มากับพ่อแม่ ผู้ปกครอง นักเรียนนักศึกษา อาจารย์วิทยาลัยดุริยศิลป์ และชาวต่างชาติมากมาย โดยคอนเสริตนี้จัดเพื่อเป็นเกีรยติและฉลองครบรองวันคล้ายวันเกิดให้กับอาจารย์ Bernard Sumner และเป็นการส่งท้ายเพราะอาจารย์แกจะกลับไปพำนัก พักผ่อนยังประเทศบ้านเกิด นักดนตรีผู้บรรเลงในวันนี้ส่วนใหญ่บรรเลงเปียโนเป็นหลักครับ เพราะเป็นสมาชิกสมาคมเปียโนเชียงใหม่ (ถ้าจำชื่อสมาคมไม่ผิดนะครับ เพราะผมพยายามหาแหล่งข้อมูล เวป ก็ไม่พบแต่ประการใด ท่านใดทราบก็สามารถทักท้วงมาได้นะครับ )  และเป็นลูกศิษย์อาจารย์ Bernard Sumner  โดยสมาคมนี้อยู่ภายใต้การดูแลของนายกสมาคม อาจารย์ Bennet Lerner ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำวิทยาลัยดุริยศิลป์ครับ โดยสมาชิกเหล่านี้ก็มาอายุอานามแตกต่างกันไปครับ ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนอาจารย์อิสระ หรือประจำก็มีครับ นับว่าเป็นการก่อตั้งสมาคมทางดนตรีที่ดูดี น่าจะเติบโตต่อไปได้ไกล น่าสนับสนุนมากครับ

ครับรายการแสดงในวันนั้นมีอะไรบ้าง ผมจะมาเล่าต่อในโอกาสต่อไปนะครับ 

เปลี่ยนบรรยากาศจากเรื่องราวดนตรีสมัยคลาสสิค-เยอรมัน มาสู่ตนตรีที่คละคลุ้งไปด้วยอารมณ์ในแบบฉบับรัสเซียกันดีกว่าครับ วันนี้ผมขอเสนอผลงานเดี่ยวเปียโนชุด Pictures at an Exhibition โดย Modest Mussorgsky ท่านได้ประพันธ์บทเพลงขึ้นเมื่อ 22 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1874 โดยเป็นเพลงประกอบการชมนิทรรศการภาพของจิตรกรชื่อ วิคเตอร์ ฮาร์ทมันน์ (Victor Hartmann) ที่หอศิลป์แห่งหนึ่ง โดยเพลงแบ่งออกเป็นท่อนสั้นๆ แต่ละท่อนจะแทนด้วยภาพ 1 ภาพ และท่อนแต่ละท่อนจะถูกเชื่อมด้วยทำนองหลัก Promenade ซึ่งแปลว่าการเดิน โดยหมายถึงการก้าวเดินไปชมภาพวาดชิ้นต่อไปครับ

ผลงานชิ้นนี้ถูกประพันธ์ในการเดี่ยวเปียโน นอกจากนั้นยังได้รับการเรียบเรียงสำหรับบรรเลงโดยวงออเคสราอีกด้วย และยังมีคีตกวี และผู้อำนวยเพลงอีกหลายคนที่เรียบเรียงและบันทึกแผ่นเสียงออกจำหน่าย โดยที่มีชื่อเสียงได้แก่ การเรียบเรียงโดยราเวล (Maurice Ravel) ท่านผู้ฟังสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก wikipedai ครับ

ผมจะกล่าวถึงแต่ละท่อนของบทเพลง ตามลำดับครับ

Promenade (ฝรั่งเศส) ในบันไดเสียง B flat major
เสียงทำนองนำมาด้วยความสง่าผ่าเผย และค่อยๆ ประสานสอดเป็นเสียงกลุ่มคอร์ดอันไพเราะ ท่อนนี้ Mussorgsky แสดงถึงการที่ตนเองเดินทอดน่องไปในงานนิทรรศการขนาดใหญ่ มองภาพแรกอย่างพินิจพิเคราะห์ กอปรกับอารมณ์ชื่นชมก่นเศร้าหมอง เขานึกถึงศิลปินเจ้าของภาพที่ล่วงลับไป ทำนองที่มีจังหวะสั้นสลับยาว เป็นพักๆ นั้น แสดงถึงการก้าวเดินอย่างไม่ปกติของเขา ก็คงเป็นเพราะอารมณ์ชื่นชมก่นเศร้าหมองนั่นเองครับ

Gnome (ลาติน) บันไดเสียง E flat minor
Gnome นี้น่าจะหมายถึง ปิศาจโนม (ตามตำนานหรือนิยายปรัมปราทางตะวันตก เป็นปีศาจจำพวกหนึ่ง ตัวเล็ก อาศัยอยู่ใต้พื้นดิน มีลักษณะการเดินแบบคนวางมาด แต่ก็มักสะดุดล้มเสียท่าอยู่เสมอๆ ทั้งยังอาจส่งเสียงร้องกรีดคำรามอย่างดุร้าย ปิศาจโนม นี้เป็นที่รู้จักในช่วงหลังจาก Hartmann ออกแบบตุ๊กตา Nutcracker - ตุ๊กตาไม้ทหารหรืออัศวินที่สวมเครื่องแบบสีแดงสด) เสียงเปียโนดังอันเด่นชัดสลับกับช่วงช้าและเบาสื่อถึงภาพสิ่งน่าอัศจรรย์แกมขนลุกนี้ และเผยให้เห็นถึงความน่าเกลียดของมัน ในภาพนั้นตัวปิศาจโนมเป็นรูปปั้นพิกลพิการ มีขาลีบและโก่งงอ มีขากรรไกรที่ใหญ่ และมีหน้าตาเหี่ยวย่นอีกด้วย

Promenade ในบันไดเสียง A flat major แสดงถึงการเดินชมจากภาพก่อน สู่อีกภาพถัดมา ซึ่งให้ความรู้สึกสงบเงียบ มีความสอดคล้องกับภาพถัดมา

Il vecchio castello (อิตาเลียน) คือ The Old Castle ในบันไดเสียง G sharp minor
ทำนองเสียงต่ำของเปียโนแสดงความวังเวง บรรยายภาพของนักร้องที่กำลังเปล่งเสียงด้วยความโศกเศร้ากับเครื่องดนตรี Lute (เครื่องดนตรีโบราณ เป็นเครื่องดีด ลักษณะคล้ายกีตาร์ แต่มีจำนวนสายเสียงมากกว่า) ในมือ และกำลังถูกมนต์บางอย่างสะกดจากกำแพงของปราสาท ซึ่งเป็นแบบอิตาเลียนในยุคกลาง Hartmann ได้นำเสนอภาพสัดส่วนของขนาดปราสาทโดยเทียบกับรูปปั้นซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าปราสาทนั้น ผู้ฟังจะได้ยินการเน้นย้ำของเสียงที่คลอในตอนกลางท่อน จนกระทั่งจบด้วยกลุ่มคอร์ดที่สดใส เหมือนปลุกให้ตื่นจากมนตรา

Promenade ในบันไดเสียง B minor ใช้เสียงเปียโนที่ดัง เพื่อให้ตื่นจากมนตร์ของภาพก่อนหน้า แล้วเดินชมภาพถัดไปได้อย่างสดชื่น

Tuileries (ฝรั่งเศส) ในบันไดเสียง B major
(เข้าใจว่า คำนี้เป็นชื่อเรียกสถานที่ในฝรั่งเศส เป็นพระราชวัง Tuileries ) เดิมทีเป็นภาพวาดสวน Tuileries ที่ว่างเปล่า แต่ Mussorgsky ได้ประพันธ์บทเพลงพร้อมเติมแต่งบางอย่างเข้าไป ก็คือเพิ่มภาพของเด็กๆ กลุ่มหนึ่งที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางพี่เลี้ยงที่คอยดูแล มีเด็กชายและหญิงต่อล้อต่อเถียงกันด้วยเสียงเหมือนนกร้องจ้อกแจ้ก เสียงเปียโนที่ใช้ทำนองเป็นช่วงสั้นๆ สลับกันหยอกล้อให้ความขบขันตามประสาเด็กๆ

Bydlo (โปแลนด์) ในบันไดเสียง G sharp minor
ภาพวัวเทียมเกวียนของชาวยิว หรืออาจหมายถึงชาวโปแลนด์ก็ได้ เสียงคอร์ดของมือซ้ายอันหนักแน่น แสดงถึงเสียงล้อขนาดใหญ่ของรถเล่นไปตามถนนดินในสมัยนั้น ซึ่งแน่นอนว่าถนนก็ไม่ได้ราบเรียบเหมือนถนนยางมะตอยหรือคอกรีตในปัจจุบัน รถก็คงจะกระเด้งกระดอนไปตามสภาพทางนั่นเอง และท่วงทำนองที่ได้ยินก็คล้ายว่าจะเป็นเสียงฮัมเพลงพื้นบ้านของคนขับเกวียน ช่วงจบท่อนใช้การบรรเลงด้วยเสียงเบาลง เหมือนการเดินห่างจากภาพไปอย่างช้าๆ

Promenade ในบันไดเสียง D minor

Ballet of the Unhatched Chicks ในบันไดเสียง F major
เป็นการออกแบบเครื่องแต่งกายของ Hartmann ที่ใช้ในบัลเลต์ เรื่อง Trilbi (เรื่องราวของลูกนกขมิ้น) ประพันธ์โดย Julius Gerber ด้วยเสียงเปียโนที่ดังแสดงถึงลูกนกตัวน้อยๆ กำลังใช้งอยปากเคาะเปลือกไข่ที่ห่อหุ้มตัวมัน เพื่อจะหาทางออกมาสู่โลกภายนอก และเมื่อทำสำเร็จมันก็ส่งเสียงร้องตามสัญชาตญาณของนกน้อย ท่อนนี้ค่อนข้างสั้น เสียงเปียโนที่บรรเลงนั้นไม่ต้องบรรยายเพิ่มเติมครับ เหมือนนกน้อยที่พยายามจะตะเกียกตะกายทยานออกสู่โลกกว้างอย่างนั้น

Samuel Goldenberg and Schmuyle ในบันไดเสียง B flat minor
เป็นภาพวาดเปรียบโดยใช้ดินสอชนิดที่ต่างกันสองภาพ มีชาวยิวสองคน ซึ่งคนหนึ่งร่ำรวย แต่อีกคนหนึ่งยากจน ทำนองเพลงเหมืนอแสดงว่าคนยากจนกำลังพูดปลอบประโลมบางอย่างกับชายผู้ร่ำรวยที่มุมหนึ่งของถนน เสียงเปียโนที่ดังสื่อถึงความโอ่อ่าของคนร่ำรวย และทำนองแสดงการสนทนาปราศัยกัน แต่ดูท่าทางจะไม่ค่อยเป็นมิตรกันเท่าไรนะครับ ท่านผู้ฟังมีความคิดเห็นเป็นอื่นบ้างไหมครับ

Promenade ในบันไดเสียง B flat major

Limoges le marche (ฝรั่งเศส) ในบันไดเสียง E flat major
เป็นภาพตลาดที่ Limoges ซึ่งเป็นเมืองอยู่ในฝรั่งเศส โดยท่อนนี้แสดงถึงความอึกทึกปนอลหม่านในตลาดดังกล่าว Mussorgsky ได้ใช้ทำนองแสดงเสียงต่างๆ เช่น เสียงพูดคุย ตะโกน ต่อรองราคาซื้อสินค้า หรือแม้แต่เสียงทะเลาะกัน ลองฟังดูครับ ว่าสับสนวุ่นวายขนาดไหน

Catacombae (ลาติน) บันไดเสียง B minor
เป็นภาพเหตุการณ์ของ Hartmann และเพื่อนๆ ในขณะที่เขากำลังพินิจ พิจารณาดูกองกะโหลกศรีษะขนาดมหึมา ด้วยความเศร้าหมองขณะอยู่ในหลุมฝังศพใต้ดินลึกลับ ในกรุงปารีส โดยเป็นภาพโทนสีมืดทะมึน คล้ายภาพขาวดำ Mussorgsky ได้ใช้เสียงคล้ายกับเพลงสวด โดยนำทำนองจากท่อน Promanade มาดัดแปลง (พัฒนาต่อยอด) เริ่มท่อนด้วยเสียงโน้ตหนักๆ ค้างไว้โดยต่อเนื่องมาจากท่อนก่อนหน้า สร้างความลี้ลับได้เป็นอย่างดีโดยท่อนนี้ได้เชื่อมโยงเหตุการณ์กับท่อนถัดไป

Cum Mortuis in Lingua Mortua (ลาติน) ในบันไดเสียง B minor
หมายถึง With the dead in a dead language (การสื่อสารถึงดวงวิญญาณที่ล่วงลับ) จากข้อความในโน้ตเพลงฉบับร่างของ Mussorgsky ซึ่งได้บันทึกไว้ว่า “จิตนาการอันรังสรรค์ของฮาร์ทมันน์ผู้ล่วงลับชักนำข้าพเจ้าไปยังกะโหลกศีรษะของผู้วายปราณ ข้าพเจ้าปลุกเรียกดวงวิญาณเหล่านั้น และบรรดาหัวกะโหลกก็พลันเรืองแสงระเรื่อ” ข้อความดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงการจิตนาการอันน่าขนลุกขนพองของ Mussorgsky เมื่อเขาเห็นภาพวาดสุสานใกล้กรุงปารีส (ที่บรรจุหัวกะโหลกเป็นพันเป็นหมื่น) ของ Hartmann เขาก็ยกย่องความคิดอันบรรเจิดของสหายนักวาดภาพ ถึงกับจินตนาการให้ตนเองปลุกฟื้นวิญญาณหัวกะโหลกตามข้อความดังกล่าวนั่นเอง ลองฟังท่อนนี้ดูแล้วจะมองเห็นแสงวาบๆ ในสุสานที่น่าขนลุกนั้นครับ

Baba-Yaga : Witch’s Hut on Fowl’s Legs ในบันไดเสียง C major
เป็นการออกแบบนาฬิกาแกะสลักอย่างประณีต ที่ถอดแบบลักษณะรูปร่างมาจากกระท่อมของ Baba-Yaga (แม่มดในตำนานเก่าแก่ของรัสเซีย) ซึ่งเป็นกระท่อมที่มีฐานเป็นขาของสัตว์ปีก บ้างก็สรุปว่าเป็นขาไก่ (อันนี้ไม่ใช่ขนมนะครับ อย่าเข้าใจผิด) มีข้อความจาก Stasov กล่าวว่า ‘เพลงท่อนนี้นำมาจากภาพวาดนาฬิกาของฮาร์ทมันน์ที่ใช้การออกแบบจากกระท่อมขาไก่ของบาบา ยาก้า มูซอร์กสกี้ได้เพิ่มเติมการเหาะเหินของร่างแม่มดที่อยู่ในครกลงไปในบทเพลงด้วย “ยายแม่มดเฒ่าแผดเสียงร้องของปีศาจออกมาเป็นระยะๆ เหาะทะยานเร็วรี่น่าสยดสยอง แล้วจู่โจมสุดแรงเข้าใส่...” เป็นที่น่าเสียดาย ข้อมูลต้นฉบับที่ได้มา ก็ดันมาขาดตอนเสียที่ตรงนี้ อย่างไรก็ตาม ท่อนนี้ฟังแล้วมันให้ความรู้สึกเหมือนปีกยักษ์กระพือร่อนบินไป และกระเด้งกระดอนอย่างไรบอกไม่ถูกเหมือนกันครับ ผู้ฟังคงจะได้จินตนาการกันต่อไป ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรต่อในบทเพลงนะครับ

The Great Gate of Kiev (บางทีอาจใช้ The Knight’s Gate) ในบันไดเสียง E flat major
เป็นการออกแบบแปลนอนุสาวรีย์ที่ไม่ได้ลงมือสร้างจริง โดยเป็นอนุสรณ์ลำรึกถึงษัตริย์ Tsar Alexander II ในการหลบหนีรอดชีวิตอย่างหวุดหวิดจากการลอบปลงประชนม์ในวันที่ 4 เมษายน 1866 ซึ่งผลงานชิ้นนี้ Hartmann ได้ตั้งใจทำให้เป็นผลงานชั้นเลิศที่สุดของเขา และผลงานนี้ก็ยังได้รับรางวัลในการแข่งขันออกแบบในเมือง Kiev อีกด้วย Mussorgsky ได้ประพันธ์ท่อนนี้อย่างสวยสดงดงาม และยิ่งใหญ่ สง่าสมเกียรติของกษัตริย์ เพลงมีการเดินทำนองโดยมีทำนองหลักถึงสามครั้ง ใช้เสียงที่แสดงการนอบน้อมสรรเสริญ เหมือนกับบทเพลงนมัสการพระเจ้า As you are Baptised in Christ และมีการสลับทำนองด้วยเสียงที่เปรียบเหมือนระฆังรัสเซีย

ผลงานชิ้นนี้ ถ้าจะให้ได้อรรถรสอย่างครบถ้วน ควรจะฟังพร้อมกับการชมภาพของ Hartmann แต่ทว่าผมก็ไม่มีโอกาสได้ชมเป็นแน่ หากจะหาชมตามอินเตอร์เน็ตนั้น ก็มีไม่ครบทุกภาพดังที่กล่าวไว้เสียด้วยสิครับ (ดูได้จาก wikipedia ครับ) อย่างไรก็ตาม มี CD ที่บันทึกเสียงไว้หลายแผ่นครับ ซึ่งผมอยากแนะนำ ชุดของ Decca บรรเลงเปียโนโดย Vladimir Ashkenazy และยังมีการบรรเลงโดยวงออเคสตรา ในแบฉบับที่เรียบเรียงโดย Ravel อำนวยเพลงโดย Zubin Metha อีกด้วยครับ ก่อนจะจบลงก็ขอขอบคุณเพื่อนรุ่นพี่ ซึ่งได้ช่วยเหลือถอดความและแปลสำนวนยากๆ จากแหล่งข้อมูล ที่เกินความสามารถของผม ซึ่งงานชิ้นนี้จัดได้ว่าเขียนและเรียบเรียงออกมาด้วยความยากลำบากทีเดียว ก็หวังว่าท่านผู้ฟังจะได้รับความไพเราะของบทเพลงนี้ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

Referencce :
Booklet from Audio-CD Vladimir Ashkenazy and Zubin Metha, Picture at an exhibition Modest Mussorgsky
http://en.wikipedia.org/wiki/Pictures_at_an_Exhibition

 

edit @ 3 Aug 2008 23:59:05 by jigy classical

เปียโนคอนแชร์โต หมายเลข 12 ของโมสาร์ท

ลิงก์สำหรับฟังเพลงครับ http://www.classicalarchives.com/mozart.html#mozart_piano_con

ก่อนอื่นต้องบอกว่าขออภัยด้วย ที่ทำตามความตั้งใจไม่สำเร็จ เพราะมีงานเข้ามาเยอะมาก ทำให้ไม่สามารถมาอัพเดทข้อมูล ในแต่ละสัปดาห์ได้ ช่วงนี้เป็นช่วงสอบ (ผมเป็นนักศึกษาอยู่นะครับ) ทำให้พอแบ่งเวลามาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบทเพลงได้อยู่บ้างครับ โดยวันนี้จะขอนำเสนอ บทเพลงเปียโนคอนแชร์โต หมายเลข 12 ของโมสาร์ท

จริงๆ แล้ว จากการฟังเพลงชุดเปียโนคอนแชร์โตผมก็ไม่ได้สนใจเพลงบทนี้มากนัก จนพี่ที่รู้จักทวงถามถึงโน้ตเพลงนี้ซึ่งผมเคยซื้อมา ก็เลยลองหยิบมาดู แล้วก็พบว่าเป็นบทเพลงที่มีมนต์เสน่ห์ บทหนึ่งที่ไม่น่าพลาดในการฟัง จึงได้นำมาเสนอในครั้งนี้
เปียโนคอนแชโต หมายเลขที่ 12 ในบันไดเสียง A เมเจอร์ ผลงานลำดับที่ 414 (K.414) หรือ 385p โดยท่านโมสาร์ทได้ประพันธ์ขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ในปี ค.ศ. 1782 ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ขณะท่านอายุได้ 26 ปี เพลงบทนี้เป็นเพลงสำหรับเดี่ยวเปียโน ประชันกับวงออเคสตรา ซึ่งประกอบด้วยเครื่องเป่า โอโบ บาสซูน ฮอร์น และเครื่องสายได้แก่ ไวโอลิน วิโอลา เชลโล และดับเบิลเบส

เพลงบทนี้ประพันธ์ไว้ด้วยกันสามท่อน ตามแบบแผนการประพันธ์บทเพลงประเภทคอนแชโต ซึ่งมีอัตราจังหวะ เร็ว-ช้า-เร็ว ดังต่อไปนี้ครับ

1. Allegro
ท่อนนี้เป็นท่อนที่สนุกสนาน ร่าเริง เริ่มด้วยเสียงวงออเคสตรานุ่มๆ และค่อยๆ ดังขึ้นเป็นลำดับ ด้วยคอร์ด และเสียงที่สอดประสานกันได้อย่างพอดี มีการใช้การ ดัง เบา สลับกันสร้างสีสันให้กับเพลง ทำให้เกิดความไพเราะ จากนั้นเปียโนก็เริ่มบรรเลงเดี่ยว โดยใช้ทำนองเหมือนกับวงออเคสตราในตอนแรก และก็มีคลอเสียงของวงออเคสตรา จากนั้นมีการรับ-ส่ง เสียงเปียโนกับวงออเคสตราด้วย ก่อนจบท่อน โมสาร์ทยังได้ประพันธ์ท่อน cadenza ซึ่งเป็นการแสดงโชว์ความสามารถของผู้บรรเลง โดยมีเฉพาะเครื่องดนตรีเอก (เปียโน) จะไม่มีการบรรเลงของออเคสตราเลย

2. Andante ท่อนนี้โมสาร์ทใช้กุญแจเสียง D เมเจอร์ เริ่มด้วยวงออเคสตราบรรเลงในทำนองที่ช้า อ่อนหวาน และมีเสียงเปียโนเข้ามาภายหลัง ท่อนนี้ได้เข้ามาเปลี่ยนจังหวะสนุกๆ ของท่อนแรก โดยเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ คอร์ดแต่ละคอร์ดนั้นทำให้เราสัมผัสหรือ จินตนาการถึงภาพของโลกตะวันตกในยุคก่อนๆ การที่ผู้คนมีจิตใจที่รื่นรมย์ กำลังนั่งฟังและชมการแสดงดนตรีอย่างมีความสุขในโรงละคร ช่างเป็นการพักผ่อนที่หาไม่ได้ในยุคปัจจุบัน

3. Allegretto สำหรับท่อนนี้ โมสาร์ทได้ใช้จังหวะเร็ว เหมือนว่าปลุกผู้ฟังจากการเคลิบเคลิ้มกับเสียงดนตรีในท่อนก่อนหน้า โดยการนำโดยวงออเครสตรา เครื่องสาย และเครื่องเป่า และตามด้วยการบรรเลงสลับกัน และการหยอกล้อของเสียงของของวงออเคสตรา และเปียโนอีกเช่นเคย ทำนองของท่อนนี้ฟังแล้วให้ความสนุกสนาน สดใสไพเราะไม่แพ้ท่อนแรก และส่งท้ายก่อนจบเพลงด้วยท่อน cadenza และจบลงด้วยคอร์ดจากเครื่องเป่าอย่างนิ่มนวล ซึ่งทำให้ผู้ฟังประทับใจไม่รู้ลืม

ท่านผู้ฟังคงสงสัยว่าทำไมลำดับผลงานของโมสาร์ทจึงมีอีกษร K หรือ KV และจึงตามด้วยตัวเลข เช่นว่า Piano concerto in A major KV 414 เป็นต้น ผมอยากแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ดังนี้นะครับ เราทราบดีว่าโมสาร์ทมีผลงานมากมายกว่า 600 ชิ้น ดังนั้นภายหลังการเสียชีวิตของโมซาร์ท ได้มีหลายคนพยายามที่จะรวบรวมและจัดเรียงลำดับผลงานของโมซาร์ท เพื่อความสะดวก และเป็นระเบียบเรียบร้อยในการอ้างถึง ในที่สุด ลุดวิก ฟอน เคอเชล (Ludwig von Köchel) เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการรวบรวมและจัดเรียงดังกล่าว ในปัจจุบันผลงานของโมสาร์ทจึงมีอักษร K หรือ KV และตัวเลขลำดับ ของเคอเชลกำกับอยู่ ดังตัวอย่างนั้น ทั้งนี้ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงลำดับดังกล่าวเป็นจำนวน 6 ครั้งด้วยกัน

ผลงานของเคอเชลนี้เป็นประโยชน์ต่อเรามากครับ ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการค้นหาแผ่นเพลง ที่บรรจุเพลงของโมสาร์ท จากฐานข้อมูล หรืออินเตอร์เน็ต ซึ่งทราบลำดับของเคอเชล เราก็จะสามารถสืบค้นได้อย่างง่ายดาย โดยการระบุเพียง หมายเลขลำดับของเคอเชล เท่านี้เองครับ

edit @ 21 Feb 2008 20:50:48 by jigy classical

edit @ 3 Aug 2008 23:58:32 by jigy classical